มูลนิธิหม่อมเจ้าหญิงรังษีนภดล ยุคล

*


เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น

From the news...

ยินดีต้อนรับ
หน้า: [1] 2 3
 1 
 เมื่อ: มีนาคม 20, 2013, 10:58:34 PM 
เริ่มโดย nonthee - กระทู้ล่าสุด โดย nonthee
ประจวบคีรีขันธ์ - หม่อมเจ้าหญิงรังษีนภดล ยุคล ปล่อยพันธุ์ปลาน้ำจืดลงอ่างเก็บน้ำบ้านยางชุม อันเนื่องมาจากพระราชดำริ อำเภอกุยบุรี 50,000 ตัว เฉลิมพระเกียรติ “ในหลวง” พร้อมติดตามงานในโครงการฟื้นฟูสภาพป่าสงวนหางชาติป่ากุยบุรี อันเนื่องมาจากพระราชดำริ และขอให้ทุกคนช่วยกันอนุรักษ์ป่า ไม่ตัดไม้ทำลายป่า เลิกล่าสัตว์ ถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
       
       วันนี้ (4 ธ.ค.) ที่บริเวณอ่างเก็บน้ำบ้านยางชุม อันเนื่องมาจากพระราชดำริ ต.หาดขาม อ.กุยบุรี จ.ประจวบคีรีขันธ์ หม่อมเจ้าหญิงรังษีนภดล ยุคล เดินทางไปปล่อยพันธุ์ปลาตะเพียน จำนวน 50,000 ตัวลงในอ่างเก็บน้ำบ้านยางชุม อันเนื่องมาจากพระราชดำริ ร่วมกับนายพงษ์พันธ์ วิเชียรสมุทร อำเภอกุยบุรี นายจิตจรูญ ตันติวาลา ประมงจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ หน่วยงานราชการ ฯลฯ และชาวบ้านในพื้นที่เพื่อเฉลิมพระเกียรติ เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลเนื่องในวันเฉลิมพระชนมพรรษา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในวันที่ 5 ธันวาคม 2555
       
       นอกจากนั้น ยังได้เดินทางไปเยี่ยมชมโครงการฟื้นฟูสภาพป่าสงวนแห่งชาติป่ากุยบุรี อันเนื่องมาจากพระราชดำริ ภายในอุทยานแห่งชาติกุยบุรี อ.กุยบุรี จ.ประจวบคีรีขันธ์ พร้อมติดตามความคืบหน้าของโครงการฟื้นฟูสภาพป่า และอนุรักษ์ป่า จากนายปรีชา วิทยพันธุ์ หัวหน้าอุทยานแห่งชาติกุยบุรี และเจ้าหน้าที่อนุรักษืสัตว์ป่า WWF ประเทศไทย ตลอดจนหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
       
       หม่อมเจ้าหญิงรังษีนภดล ยุคล กล่าวว่า ผืนป่ากุยบุรีแห่งนี้ ถูกพลิกฟื้นจากผืนป่าที่มีการบุกรุกเมื่อในอดีต ภายหลังจากมีการนำที่ดินซึ่งถูกบุกรุกนำกลับคืนมา จนต่อมา จึงเกิดเป็นโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระองค์ท่านทรงมีแนวพระราชดำริในการฟื้นฟูสภาพป่าแห่งนี้ และการดูแลสัตว์ป่าตลอดระยะเวลากว่า 10 ปีที่ผ่านมา ทำให้ผืนป่ากุยบุรีกลับมามีความอุดมสมบูรณ์ กลายเป็นป่าที่เขียวขจี จนสัตว์ป่าที่หายไปเมื่อในอดีตเริ่มกลับคืนผืนป่า
       
       หม่อมเจ้าหญิงรังษีนภดล ยุคล กล่าวด้วยว่า ในปัจจุบัน จะเห็นได้ว่าผืนป่าในอุทยานแห่งชาติกุยบุรี ที่ได้รับการกล่าวขานว่าเป็นผืนป่าของพ่อหลวง หรือที่เรียกกันติดป่าว่า กุยบุรีซาฟารีแห่งเมืองไทย มีทั้งช้างป่าที่อาศัยจนมีประชากรมากกว่า 250 ตัว รวมทั้งกระทิงสัตว์ป่าหายากอีกเกือบ 200 ตัว และสิ่งสำคัญ ยังมีการพบวัวแดงทั้งเพศผู้ และเพศเมียอีก 1 คู่ ตลอดจนเสือโคร่ง ทั้งหมดที่เกิดขึ้นเป็นผลมาจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระองค์ทรงเห็นเรื่องของทรัพยากรป่าไม้ และสัตว์ป่าเป็นสิ่งสำคัญ เมื่อมีป่าก็ทำให้เกิดฝนตก ราษฎรมีน้ำใช้ไม่ขาดแคลน ดังจะเห็นได้จากอ่างเก็บน้ำบ้านยางชุมที่ไม่เคยเหือดแห้ง เพราะผืนป่ากุยบุรีมีความชุ่มชื้นป่าไม้เริ่มเจริญเติบโต ชาวบ้านก็มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น การท่องเที่ยวในป่ากุยบุรีก็สร้างรายได้ให้แก่ชาวบ้าน
       
       หม่อมเจ้าหญิงรังษีนภดล ยุคคล ยังได้ฝากถึงหน่วยงานราชการต่างๆ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ตลอดจนราษฎรได้ร่วมกันอนุรักษ์ป่าไม้ด้วยการไม่บุกรุกตัดไม้ทำลายป่า และสิ่งสำคัญ ทุกคนต้องไม่ล่าสัตว์ป่าในผืนป่าของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รวมไปถึงผืนป่าทั่วประเทศ เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในวันเฉลิมพระชนมพรรษาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในวันที่ 5 ธันวาคม 2555


 2 
 เมื่อ: มีนาคม 20, 2012, 11:44:32 PM 
เริ่มโดย nonthee - กระทู้ล่าสุด โดย nonthee
ภาพเปิดตัว โครงการข้าวหอมนิลเอื้ออาทร รักษ์ช้างไทย ณ ชุมชน
การเคหะแห่งชาติ โดยมี 7 ผู้นำโครงการ ของมูลนิธิฯ เข้าร่วมกิจกรรม
และมอบรางวัลให้กับผู้โชคดี ที่เข้าร่วมกิจกรรมในวันดังกล่าว


ด้วยทางมูลนิธิหม่อมเจ้าหญิงรังษีนภดล ยุคล ได้จัดโครงการ
ข้าวหอมนิล เอื้ออาทร รักษ์ช้างไทย เพื่อเป็นการส่งเสริมการอนุรักษ์ช้าง
ด้วยการ อุดหนุนข้าวหอมนิลของมูลนิธิฯ โดยนำรายได้การอนุรักษาพยาบาลช้าง
และจัดซื้ออาหารบริจาคช้าง ตามศูนย์พักพิงช้างตามสถานที่ ต่างๆ



จึงขอแต่งตั้งผู้ประสานงานโครงการดังนี้

1.นายกฤษดา สุวรรณมณี
2.นายพงษ์วาริน โยแก้ว
3.นายชัยรัชต์ บุญดา
4.นายเรืองกุล ธนะไชย
5.นายประพัฒน์ ณ สกุล



 3 
 เมื่อ: มีนาคม 07, 2012, 09:44:08 PM 
เริ่มโดย nonthee - กระทู้ล่าสุด โดย nonthee
รศรีธรรมราช - สัตวแพทย์เตือนผู้เลี้ยงช้างเพิ่มความใส่ใจดูแลช้าง อากาศร้อน ทำให้อารมณ์แปรปรวน และสัตว์มีพิษรบกวน ล่าสุด ช้างสีดอพูนทรัพย์ ถูกงูกัดเท้าบวม แพทย์ได้ฉีดยาช่วยเหลือและเฝ้าดูอาการ
       
       วันนี้ (7 มี.ค.) เมื่อเวลา 17.30 น.สัตวแพทย์ พรภิรมย์ ฟุ้งตระกูล ปศุสัตว์อำเภอร่อนพิบูลย์ จ.นครศรีธรรมราช ในฐานะสัตวแพทย์อาสามูลนิธิเพื่อนช้าง ได้รับแจ้งจาก นางแสงดี วงศ์อำไพ อายุ 42 ปี อยู่บ้านเลขที่ 40/8 ม.2 ต.กรุงชิง อ.นบพิตำ จ.นครศรีธรรมราช ว่า ช้างสีดอ “พูนทรัพย์” อายุ 27 ปี ของตนเองล่ามไว้ที่ริมคลองกลาย ต.2 ต.กรุงชิง โดนงูกะปะกัดที่เท้าด้านซ้าย มีอาการขาบวมเป่งขอให้ไปให้การช่วยเหลือด้วย
       
       หลังจากนั้น สัตวแพทย์ พรภิรมย์ ได้เดินทางไปพร้อมเวชภัณฑ์ที่จำเป็นเพื่อให้การช่วยเหลือช้างเชือกดังกล่าว เมื่อไปถึงพบช้างสีดอพูนทรัพย์อยู่ที่ริมคลองกลาย จึงเข้าทำการตรวจสอบพบว่าที่ขาหน้าซ้ายนั้นมีอาการบวมใหญ่กว่าปกติ จึงได้ทำการฉีดยารักษาให้ช้างเชือกดังกล่าว และเฝ้าดูอาการจนดีขึ้น ซึ่งคาดว่า อีก 4-5 วัน ช้างสีดอพูนทรัพย์น่าจะหายเป็นปกติเหมือนเดิม
       
       สัตวแพทย์ พรภิรมย์ เปิดเผยว่า ได้รับแจ้งจาก นางแสงดี เจ้าของว่า ช้างสีดอ “พูนทรัพย์” นั้นซื้อมาจากพื้นที่ อ.ย่านตาขาว จ.ตรัง เมื่อ 2 ปีที่แล้ว มีควาญดูแลเป็นอย่างดี และนำมารับจ้างชักลากไม้ยางพาราในพื้นที่ อ.นบพิตำ โดยทุกวันหลังจากทำงานแล้วก็จะพาไปล่ามไว้ที่ริมคลองกลายที่เกิดเหตุ เพื่อให้อาบน้ำเล่นน้ำคลายร้อน และสังเกตเห็นว่าขาหน้าด้านซ้ายนั้นบวมใหญ่ผิดปกติ จึงแจ้งให้ตนทราบเพื่อเข้ารับการรักษาดังกล่าว ซึ่งหลังฉีดยาให้แล้วอีก 4-5 วันจะหายเป็นปกติ
       
       “ขอแจ้งเตือนควาญช้าง หรือเจ้าของช้าง ในช่วงนี้เป็นช่วงหน้าร้อนจะมีปัญหาเกิดขึ้นกับช้างมากกว่าช่วงปกติ ซึ่งบางครั้งจะทำให้หงุดหงิด หรือถึงขั้นอาละวาด หรือเกิดโรคต่างๆ รวมทั้งสัตว์มีพิษทำร้ายเอาได้ จึงให้ระมัดระวังเกี่ยวกับการดูแลมันให้ดีกว่าปกติด้วย ซึ่งอาจจะเกิดเรื่องที่เราไม่คาดคิดเกี่ยวกับการทำอันตรายเจ้าของหรือทำร้ายควาญขึ้นได้” สัตวแพทย์อาสามูลนิธิเพื่อนช้าง กล่าว

 4 
 เมื่อ: มีนาคม 07, 2012, 09:37:56 PM 
เริ่มโดย nonthee - กระทู้ล่าสุด โดย nonthee
นครศรีธรรมราช - ช้าง “สีดอไพรวัลย์” เปลี่ยนควาญใหม่ ตกมันไล่กระทืบจนหมดแรงเป็นลมล้ม อวัยวะภายในกดทับหัวใจ ทำให้หัวใจวายตาย ก่อนหน้านี้ เคยตกมันกระทืบควาญเก่าเสียชีวิต เจ้าของสุดเศร้าซื้อมา 4.5 แสน
       
       วันนี้ (4 มี.ค.) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ได้เกิดเหตุการณ์ช้างไล่กระทืบควาญแต่ได้เป็นลม แพทย์อาสามูลนิธิเพื่อนช้างพยายามยื้อชีวิต แต่ในที่สุดด้วยสภาพร่างกายที่ใหญ่โต อวัยวะไปกดทับหัวใจจนหัวใจวายตาย พบเคยตกมันกระทืบควาญตายใน อ.ฉวาง จ.นครศรีธรรมราช เมื่อ 19 ก.พ.55 ที่ผ่านมา
       
       โดยเหตุการณ์นี้ได้เริ่มเกิดขึ้นเมื่อช่วงเย็นของวันที่ 3 มี.ค.ที่ผ่านมา สัตวแพทย์ พรภิรมย์ ฟุ้งตระกูล ปศุสัตว์อำเภอร่อนพิบูลย์ จ.นครศรีธรรมราช ในฐานะสัตวแพทย์อาสามูลนิธิเพื่อนช้าง ได้รับแจ้งขอความช่วยเหลือจากนายสมชัย หยูทองคำ อายุ 54 ปี อยู่ ม.1 ต.ทอนหงส์ อ.พรหมคีรี จ.นครศรีธรรมราช ให้เข้าไปช่วยรักษาช้าง ที่เกิดอาการคลั่งไล่กระทืบควาญจนช้างล้มลงไม่สามารถลุกขึ้นยืนเองได้บริเวณริมชายป่าหลังหมู่บ้าน หลังจากนั้นจึงเข้าทำการตรวจสอบพร้อมด้วยเวชภัณฑ์ที่จำเป็นทันที
       
       โดยเมื่อไปถึงนั้นพบว่าช้างดังกล่าวชื่อว่า “สีดอไพรวัลย์” เป็นช้างเพศผู้ไม่มีงา อยู่ในลักษณะฟุบกับพื้นดินที่ลาดชันโดยช่วงท้ายมีลักษณะที่อยู่สูงกว่าท่อนหน้า อยู่ในสภาพที่อ่อนแรง จึงพยายามให้ความช่วยเหลือโดยเร่งฉีดยาบำรุง จากนั้นจึงได้ให้สารน้ำ (น้ำเกลือ) เข้าทางเส้นเลือด หลังจากนั้นไม่นานเริ่มมีอาการที่สดชื่นขึ้น แต่ตกช่วงกลางคืน ปรากฏว่า “สีดอไพรวัลย์” ได้เกิดอาการช็อกล้มตายลงท่ามกลางความเสียใจของควาญช้าง
       
       นายสมชัย หยูทองคำ เจ้าของและควาญของ “สีดอไพรวัลย์” เปิดเผยว่า ได้ซื้อสีดอไพรวัลย์มาจาก อ.ฉวาง ในราคา 4.5 แสนบาท เดิมนั้นชื่อ พลายไวพจน์ ซึ่งได้เกิดอาการตกมันและทำร้ายควาญเจ้าของจนตายเมื่อช่วงวันที่ 19 ก.พ.ที่ผ่านมา หลังจากนั้น ญาติของควาญซึ่งอาศัยอยู่ที่ จ.เพชรบูรณ์ ได้ประกาศขาย ตนจึงไปซื้อมาในราคา 4.5 แสนบาท เมื่อไม่กี่วันก่อนหลังจากนั้นได้สร้างความคุ้นเคยกันมาได้ระยะหนึ่งแล้ว จนเห็นว่า น่าจะเริ่มทำงานได้จึงพาไปลากไม้ยางพารา ลากได้เพียงต้นที่ 3 สีดอไพรวัลย์ได้เกิดคลุ้มคลั่งวิ่งไล่ควาญทั้งที่กำลังลากไม้อยู่ด้วยจนล้มลง
       
       ขณะที่ สัตวแพทย์ พรภิรมย์ ฟุ้งตระกูล เปิดเผยว่า ช้างสีดอเชือกนี้มีอายุประมาณ 23-25 ปี เป็นช้างอยู่ในช่วงหนุ่มวัยรุ่นยังไม่รู้พละกำลังตัวเอง ก่อนหน้านี้ ได้มีอาการตกมันอยู่แล้วได้ถูกล่ามไว้เพื่อให้คลายตกมัน หลังจากที่นายสมชัยไปซื้อมานั้นพยายามทำความคุ้นเคยจนมั่นใจจึงพาไปทำงานจนเกิดเหตุการณ์ขึ้นอีกแต่ไม่มีใครบาดเจ็บ
       
       “ส่วนสีดอไพรวัลย์นั้น ช่วงที่ไล่ทำร้ายควาญนั้นลากไม้ไปด้วย จึงเป็นลมล้มลงหลังจากที่ดูแลในเบื้องต้นนั้นเริ่มสดชื่นขึ้น แต่ในช่วงค่ำกลับช็อกอีกครั้งจนล้มขาดใจตายไป ผมได้หารือกับผู้เชี่ยวชาญมูลนิธิเพื่อนช้าง สรุปเห็นตรงกันว่า เกิดจากภาวะหัวใจล้มเหลว เนื่องจากช้างนอนฟุบอยู่นานบนพื้นที่ลาดเอียง ช่วงหัวลงต่ำกว่าช่วงท้าย เป็นเหตุให้อวัยวะภายในช่องท้องมากดทับหัวใจอยู่เป็นเวลานาน จนหัวใจรับแรงกดทับไม่ไหวจึงล้มเหลวจนเสียชีวิต”
       
       ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า สีดอไพรวัลย์ หรือ พลายไวพจน์ ในชื่อเดิมนั้น ได้เกิดเหตุตกมันขึ้นเมื่อวันที่ 19 ก.พ.55 ที่ผ่านมา และได้ทำร้าย นายพิชิต โพธิ์ชา อายุ 34 ปี อยู่ 113/1 ม.5 ต.ปากช่อง อ.หล่มสัก จ.เพชรบูรณ์ เจ้าของและควาญจนเสียชีวิต หลังจากนั้น ญาติของนายพิชิต ได้ประกาศขาย จนนายสมชัย ไปซื้อมาเลี้ยงรับจ้างลากไม้ ส่วนซากของสีดอไพรวัลย์ นายสมชัย ได้ว่าจ้างรถแบ็กโฮมาขุดหลุมขนาดใหญ่ แล้วฝังซากสีดอไพรวัลย์ไว้ในที่เกิดเหตุท่ามกลางความโศกเศร้าของชาวบ้าน


 5 
 เมื่อ: มกราคม 28, 2012, 12:52:45 PM 
เริ่มโดย nonthee - กระทู้ล่าสุด โดย nonthee
  “ช้าง” สัตว์คู่บ้านคู่เมืองของไทยมาแต่โบราณ และถือว่าเป็นสัตว์ชั้นสูงคู่บารมีพระมหากษัตริย์ไทยมาหลายยุคหลายสมัย แต่วันนี้อวัยวะทุกส่วนของช้างถูกตีตราจองด้วยมูลค่าเงินจำนวนมหาศาลนับล้านบาท จึงเป็นที่มาของการออกล่าช้าง ไม่ว่าจะเป็น งา งวง หาง หนัง ขน เล็บ ซี่โครง รวมถึงอวัยวะเพศช้าง แทบทุกส่วนล้วนมีมูลค่าทั้งสิ้น การค้าอวัยวะช้างเถื่อนไม่ใช่เพิ่งเคยเกิดขึ้น แต่มีมานานนับชั่วอายุคน โดยอาศัยช่องโหว่ของกฎหมายทำความผิดอย่างไม่เกรงกลัว
       
       คู่ละ 2 ล้าน
       อวัยวะช้างที่มีทั้งมูลค่าเงิน และคุณค่าทางจิตใจตามความเชื่อของคนไทยมากที่สุด คงเป็นอะไรไปไม่ได้ ถ้าไม่ใช่ “งาช้าง” ซึ่งตอนนี้มีราคาขายสูงถึงหลักล้านบาท ทั้งนี้การตีราคาสูง-ต่ำนั้น ขึ้นอยู่กับการนำไปใช้ตามความเชื่อโบราณของคน รวมถึงความยาก-ง่ายในการได้มาที่แตกต่างกัน ทันใดที่ช้างตายอวัยวะทุกส่วนของมันจะถูกเข้าสู่กระบวนการชำแหละเพื่อส่งขายตามออเดอร์ เมื่อรู้อย่างนี้แล้วทำให้หดหู่ใจไม่น้อยที่คนไทยมองช้างไม่ต่างอะไรกับเนื้อหมูในตลาดสดเลย
       
       นายสัตวแพทย์ ปรีชา พวงคำ ผู้อำนวยการฝ่ายการแพทย์โรงพยาบาลช้าง มูลนิธิเพื่อนช้าง ได้เล่าถึงอวัยวะสำคัญที่คนอยากได้มากที่สุดหลังช้างตาย นั่นคืองาช้างคู่งาม ด้วยความเชื่อที่ว่าเพื่อเสริมสิริมงคล ประดับไว้เป็นของคู่บ้าน คู่บารมีแก่ผู้อยู่อาศัย และป้องกันภูตผีปิศาจ เมื่อมีความต้องการงาช้างมาก จึงทำให้อวัยวะนี้สนนราคาสูงเหยียบหลักล้านบาท รวมถึงอวัยวะอื่นๆ ที่มีราคาลดหลั่นกันไป
       
       “สิ่งที่คนอยากได้มากที่สุดก็คือ “งาช้าง” เพราะมันเอาไปทำได้หลายอย่าง แต่มีราคาแพงมากเป็นล้านบาท โดยคิดเฉลี่ยเป็นกิโลกรัม ตกประมาณ 20,000-40,000 บาท ถ้างาคู่หนึ่งก็จะประมาณ 1- 2 ล้านบาท เป็นราคาที่เขาซื้อขายกัน ถ้าเป็นคู่สวยๆ ยาวเมตรกว่าจะมีราคาล้านกว่าบาท น้ำหนักอยู่ที่ 20-30 กิโลกรัม”
       
       ราคาคิดจากน้ำหนักส่วนหนึ่ง และความสวยงามอีกส่วนหนึ่ง แต่ส่วนมากจะดูที่น้ำหนักก่อนแล้วจึงดูความสวยงาม เช่น งาช้างเข้าคู่กันได้สวยไหม ดูลักษณะอ้วน กลม สีเนื้องา ถ้ามีเนื้อสีเหลืองอ่อนถือว่าสวยและจะมีราคาแพงขึ้น ฉะนั้นถ้าลักษณะสวยราคาจะสูงขึ้นไปอีก อาจถึงกิโลกรัมละ 50,000 บาทก็แล้วแต่ความพอใจระหว่างผู้ซื้อและผู้ขาย
       
       หากดูสถิติการจับกุมการค้างาช้างเถื่อนในช่วงปี 2549-2550 โดยพบว่าปัจจุบันได้ตีราคางาช้างต่อกิโลกรัมเพิ่มสูงขึ้นหลายเท่าตัว จากอดีต ปี 2544 เคยขายส่งกันในราคา 3,500 บาท และในปี 2551 ราคาขยับสูงขึ้นเป็นกิโลกรัมละ 12,000-42,000 บาท จนมาถึงปัจจุบัน ปี 2555 ราคางาช้างเริ่มต้นตั้งแต่ 20,000 -50,000 บาทต่อกิโลกรัม และนับวันราคามีแต่จะเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ
       
       ช้างตาย ขายได้ทั้งตัว
       ตอนนี้มูลค่าช้างหนึ่งตัวจะมีราคาสูงมาก อาจมีราคาสูงมากกว่า 2 ล้านบาท โดยเฉพาะช้างเพศเมียที่มีลักษณะรูปร่างสวยงาม และนิสัยไม่ดุร้าย แต่ถ้าช้างมีรูปลักษณ์ไม่สวย และดุร้าย ราคาจะลดหลั่นลงมาเหลือตัวละ 600,000-700,000 บาท ลูกช้างเพศเมียมีราคา 500,000-600,000 บาท ส่วนลูกช้างเพศผู้จะมีราคาต่ำกว่าเล็กน้อย เนื่องจากส่วนใหญ่แล้วตัวผู้จะเลี้ยงยาก ดุร้าย ไม่ค่อยเชื่อง แม้ว่าช้างเพศผู้จะสร้างมูลค่าได้จากงา แต่ต้องใช้เวลาเลี้ยงถึง 10 ปี ทำให้ไม่คุ้มค่าเท่าไหร่นัก จึงสนนราคาอยู่ที่ 300,000-400,000 บาทต่อตัว และถ้าคิดราคาแพ็กคู่แม่ลูกช้าง จะมีราคาสูงถึง 1,300,000 บาทเลยทีเดียว
       
       นอกจากงาช้างที่มีความต้องการมากและมีราคาสูงแล้ว อวัยวะส่วนอื่นๆ ก็มีราคาแพงไม่น้อย เริ่มจาก “งวงช้าง” เฉพาะปลายงวงอาจมีราคาสูงถึง 30,000 บาท สำหรับคนที่มีความเชื่อจะนิยมเอาปลายงวงนี้ไปแกะสลักเป็นนางกวัก คนมักถือกันว่าปลายงวงคือมือของช้างซึ่งมีลักษณะคล้ายนางกวัก และเชื่อกันอีกว่างวงช้างมีไว้หยิบโชคหยิบลาภเข้ามา น.สพ.ปรีชา จึงเสริมพูดขึ้นว่า “อันนี้เป็นความเชื่อของกลุ่มที่เชื่อถือเรื่องเครื่องลางของขลัง เขาก็จะซื้อไป แม้ว่าจะมีราคาสูง หรือไม่ก็เอาไปกินกันส่วนหนึ่ง ราคาขายก็ไม่เท่าไหร่ กิโลละ 60-70 บาท”
       
       แต่หลายคนคงแปลกใจกับ “อวัยวะเพศช้าง” ว่าเขาซื้อกันไปทำอะไร และเหตุผลของการซื้อก็ยังไม่หลุดกรอบจากความเชื่อเดิมๆ ที่เขาเชื่อกันว่าสามารถเอาไปดองยาสมุนไพรได้ ใช้เป็นยาบำรุงพลัง รักษาโรคภัยต่างๆ
       
       “ถ้ามันดีจริงเขาคงเอาขึ้นตำรายากันแล้ว เรื่องนี้เป็นความเชื่อเหมือนกระเพาะปลา หูฉลามอะไรพวกนั้น เขากินเพราะความเชื่อ ถ้าไปดูทางวิทยาศาสตร์ คุณค่าทางอาหารก็ไม่มีอะไร มันเป็นพวกเอ็น พวกพังผืดอะไรต่างๆ เท่านั้นเอง” แม้ว่าจะมีข้อยืนยันทางการแพทย์ที่แน่ชัดแล้ว แต่กลุ่มคนจำนวนหนึ่งยังมีความเชื่อเดิมอยู่และซื้อขายเป็นปกติ โดยมีราคาสูงกว่า 20,000 บาท (เฉพาะตัวผู้เท่านั้น) ถือเป็นการสร้างมูลค่าเพิ่มขึ้นอีก
       
       สำหรับ “หางช้าง” ที่ปัดแกว่งไปมาคนกลับเชื่อว่ามันจะช่วยปัดความโชคร้ายออกไปได้ เฉพาะปลายหางอันหนึ่งสนนราคาที่ 4,000-5,000 บาท คนที่มีความเชื่อนี้มักเอาไปลงคาถาอาคมแล้วแขวนไว้ในบ้านเพื่อเอาไว้ปัดเสนียนจัญไรต่างๆ แต่ถ้าซื้อเฉพาะ “ขนหาง”    มีราคาขายตกเส้นละ 80-100 บาท ส่วน “ฟันช้าง” บางคนนำมาฝนเพราะเชื่อว่าแก้หืดหอบ หรือโรคภัยต่างๆ ได้ ไม่เว้นแม้กระทั่งเล็บ เส้นขน และซี่โครง ซึ่งนำไปทำเป็นเครื่องประดับต่างหาก ทั้งตัวช้างล้วนมีมูลค่ามีราคาด้วยกันทั้งสิ้น
       
       ส่วนช้างเพศเมียสามารถนำมาขายได้เช่นเดียวกับเพศผู้ เพียงแต่ไม่มีอวัยวะเพศและงาเท่านั้น นอกจากนั้นราคาขายอวัยวะส่วนต่างๆ จะเท่ากับช้างตัวผู้ทุกประการ เพราะเมื่อถูกแยกส่วนแล้ว ไม่ว่าจะเป็นตัวผู้หรือตัวเมียอวัยวะจะเหมือนกันหมด จึงไม่สามารถแยกเพศออกได้เลย
       
       ผอ.ฝ่ายการแพทย์ รพ.ช้าง ยังเล่าถึงความเชื่อของคนโบราณเกี่ยวกับช้างอีกว่า “ตามตำรายาโบราณ เชื่อว่าสิ่งที่เหมือนกันมันจะส่งเสริมกัน เช่นโสมคน ลักษณะเหมือนคนกินเข้าไปจะช่วยให้เกิดพลังต่างๆ เหมือนกับอวัยวะเพศช้าง พอกินไปแล้วเขาก็เชื่อว่าจะมีกำลัง มีความสามารถ รวมพลังต่างๆ มาอยู่ในตัว ส่วนใหญ่เป็นความเชื่อโบราณเท่านั้นเอง มันไม่ได้มีคุณค่าทางอาหารอะไร หรือไม่ว่าจะเป็นหูฉลาม ที่เชื่อว่ากินไปแล้วความแข็งแรงของมันจะมาสู่คนกิน เหมือนกันกับช้าง เชื่อว่าปลายหางจะปัดโชคไม่ดีออกไป มันขึ้นอยู่กับความเชื่อของคน ถ้าคนที่ไม่เชื่อของนั้นมันก็ไม่มีราคา”
       
       ขบวนการล่าช้างร้อยปี
       จากข้อมูลเครือข่ายติดตามตรวจสอบการค้าสัตว์ป่า (TRAFFIC) ปี 2552 ระบุว่า ไทยเป็นแหล่งค้างาช้างเถื่อนอันดับ 3 ของโลกรองจาก จีน และฮ่องกง นี่เป็นเพียงแค่การจัดอันดับเฉพาะการค้างาช้างที่ผิดกฎหมายเท่านั้น ซึ่งยังไม่รวมถึงอวัยวะส่วนอื่นของช้างที่มีมูลค่าล่อใจให้พวกขบวนการล่าช้างเข้าบุกรุกพื้นที่ช้างป่าเพื่อนำมาขายตามใบสั่งซื้อ
       
       โซไรดา ซาลวาลา ผู้ก่อตั้งและเลขาธิการมูลนิธิเพื่อนช้าง กล่าวว่า คนล่าช้างมันมีมานานมาก ก่อนยังไม่มีการร่างเป็นบทกฎหมายเสียอีก จนกระทั่งมาถึงยุค รศ. 119 (พ.ศ.2443) ได้กำหนดใช้พระราชบัญญัติว่าด้วยการรักษาช้างป่า แต่ก็ยังมีการลักลอบล่าช้างอยู่เรื่อยๆ มาเป็นร้อยปีแล้ว
       
       “ขบวนการล่าช้างมีการศึกษาพื้นที่ป่ามาอย่างดี มีความเป็นมืออาชีพมากซึ่งพวกนี้ไม่ใช่คนในพื้นที่ แต่เขารู้ว่าที่ไหนมีช้างที่กำลังต้องการอยู่ ถ้าต้องการลูกช้าง หรืองาช้างต้องไปล่าที่อำเภอไทรโยค จังหวัดกาญจนบุรี บริเวณแนวชายแดนพม่า และเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าฮาลา-บาลา จังหวัดนราธิวาส ตอนนี้มีการล่าช้างมากขึ้นซึ่งไม่ใช่คนในพื้นที่ ส่วนใหญ่จะออกล่าบริเวณป่ารอยต่อเส้นพรมแดนไทยพม่า ในประเทศไทยฝั่งซ้ายด้านตะวันตกแทบทั้งหมด ตั้งแต่เหนือจดใต้”
       
       และตอนนี้จุดที่มีการล่ามากที่สุดอย่างที่ปรากฏตามข่าว ส่วนใหญ่อยู่บริเวณอุทยานแห่งชาติกุยบุรี จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ และบริเวณป่าละอู อุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน จังหวัดเพชรบุรี
       
       การล่าช้างป่าต้องมีการทำเป็นขบวนการ ไม่สามารถออกล่าได้เพียงแค่ 2 คนเท่านั้น อย่างน้อยต้องมีมากกว่า 5 คนขึ้นไป เพราะการจับช้างตัวหนึ่ง ถึงแม้ว่าจะเป็นลูกช้างก็ต้องใช้คนจำนวนมาก เพราะแม่ช้างไม่ยอมให้จับได้ง่ายๆ ถ้าแม่ช้างไม่วิ่งหนีเสียงปืนจนเตลิดไปเสียก่อนจะไม่มีทางจับลูกช้างได้เลย เพราะฉะนั้นต้องมีการพรางตัวเพื่อป้องกันแม่ช้างวิ่งไล่ทำร้าย ซึ่งขบวนการล่าช้างนี้มีความเป็นมืออาชีพมาก
       
       ในการจับบางครั้งจึงจำเป็นต้องฆ่าแม่ให้ตายก่อนแล้วจึงจะได้ลูก ซึ่งวิธีการจับช้างส่วนใหญ่มีอยู่ 2 วิธี อย่างแรก คือการสร้างกับดักด้วยการขุดหลุมพรางตาเพื่อให้ช้างเดินลงไปแล้วจากนั้นจึงใช้เชือกคล้องขาช้างทั้ง 4 ข้างไว้ และอีกวิธีหนึ่ง คือการยิงช้างจากนั่งร้านหรือเปลซึ่งทำไว้ชั่วคราวบนต้นไม้ในบริเวณที่คาดว่าช้างจะเดินผ่านมา “บางคนยิงแม่นมาก นัดเดียวตรงขมับก็อยู่แล้ว แต่ส่วนใหญ่ไม่ยิงแค่นัดเดียว” ผู้ก่อตั้งและเลขาธิการมูลนิธิฯ กล่าวเสริม
       
       ช้างที่ถูกล่าบางส่วนถูกนำมาไว้ที่ปางช้าง และได้สวมสิทธิ์จากช้างป่าเป็นช้างบ้านทันที เช่นเดียวกับ นสพ.ปรีชา ได้กล่าวไว้ว่า “ตอนนี้มีที่อำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ จังหวัดราชบุรี มีนายทุนเข้าไปสร้างปางช้างหลายแห่งอยู่แถวชายแดน เช่น เมืองกาญจนบุรี, อำเภอดำเนินสะดวก จังหวัดราชบุรี และสถานที่ต่างๆ เพื่อเป็นแหล่งพักช้างป่าให้เข้ามา เมื่อมีปางช้างก็จะมีอะไรที่เกี่ยวกับช้างขาย ไม่ว่าจะเป็นอวัยวะส่วนต่างๆ ของช้างบ้าง หางช้าง งาช้าง ซึ่งเจ้าของปางก็อ้างว่าช้างของเขาตายลง”
       
       “ตอนนี้จึงมีการลักลอบเอาช้างจากชายแดนฝั่งประเทศเพื่อนบ้านอย่างพม่า หรือลาวเข้ามาบ้าง เพราะมันได้ราคาสูง สังเกตคนที่เอาช้างไปเดินเร่ร่อนขอทานในกรุงเทพฯ วันหนึ่งเขาได้ถึง 2,000-3,000 บาท เดือนหนึ่งก็ 50,000-60,000 บาท พวกนี้เยอะนะแล้วทุกวันนี้เราก็ยังปราบกันไม่ไหว”
       
       ช่างเป็นที่น่าภูมิใจที่ประชากรช้างไทยของเรามีจำนวนมากติดอันดับ 4 ของโลก แต่จะคงอยู่ที่อันดับนี้ได้นานแค่ไหนนั้นเป็นหน้าที่ของทุกภาคส่วนที่ต้องออกมาช่วยกัน เพื่อไม่ให้ช้างไทยลดลงไปกว่านี้ด้วยน้ำมือคนไทยด้วยกันเอง ตอนนี้จึงขอสรุปยอดเลขตัวกลมๆ มาให้ดูกันคร่าวๆ ก่อนว่าจำนวนช้างใน 4 อันดับแรกนั้นอยู่ที่ประเทศใดบ้าง
       
       ช้างในประเทศไทยมีจำนวนมากเป็นอันดับ 4 ของโลก ของประชากรช้างทั่วโลกซึ่งตอนนี้มีอยู่ทั้งหมดประมาณ 60,000 ตัว สำหรับช้างไทยมีประมาณ 5,500-6,000 ตัว แบ่งเป็นช้างบ้านประมาณ 3,000 ตัว และช้างป่าประมาณ 2,000 กว่าตัวเท่านั้นเอง ประชากรช้างมีจำนวนมากที่สุดอาศัยอยู่ที่ประเทศอินเดีย คือ 20,000 กว่าตัว รองลงมาเป็นประเทศอินโดนีเซีย ประมาณ 8,000-9,000 ตัว และอันดับสาม ได้แก่ประเทศพม่าซึ่งมีจำนวนมากกว่าไทยไม่มากนัก ประมาณ 7,000 ตัว
       
       ช่องโหว่ กม. แหล่งซื้อขายอวัยวะช้าง
       ไม่ว่าจะเป็นเศษงา ขนหาง หนังช้าง แหวนงาช้าง กำไลหางช้าง สารพัดเครื่องประดับทั้งหลาย และอุปกรณ์เกี่ยวกับช้างทั้งหมด มีแหล่งขายที่ใหญ่แห่งหนึ่งในประเทศไทยที่ใครๆ ก็สามารถหาซื้อได้ โดยอาศัยช่องโหว่ทางกฎหมายเพื่อเปิดตลาดค้าส่งสินค้าเฉพาะช้างอย่างโจ่งแจ้ง และทำมาเนินนานจนกลายเป็นเรื่องคุ้นชินของชาวบ้าน รวมถึงเจ้าหน้าที่ซึ่งปล่อยปละละเลยโดยไม่มีการตรวจตราเข้มงวดอย่างจริงจัง และบางส่วนลงประกาศขายออนไลน์อย่างไม่เกรงกฎหมายแม้แต่น้อย
       
       นสพ.ปรีชา กล่าวว่า ตอนนี้ที่ส่งขายรายใหญ่สุดเท่าที่เห็นน่าจะเป็นบริเวณหน้าศูนย์คชสาร จังหวัดสุรินทร์ เป็นของเกี่ยวกับช้างทั้งหมด ซึ่งเขาวางขายกันอย่างโจ่งแจ้ง โดยเปิดแผงขายเป็นซุ้มๆ เหมือนท่าพระจันทร์เลย มีร้านค้าประมาณ 10-20 กว่าร้านได้ อยากได้อะไรก็ไปหาซื้อเอาแล้วเขาจะเอามาให้ พวกของอนุรักษ์หายากเขาก็รู้กันเป็นที่ลับๆ คือพวกนี้เขาอยากได้อะไรก็จะไปหาพวกเลี้ยงช้าง เขาจะรู้กันหมดว่าคนนั้น คนนี้ขาย ใครมีหรือไม่มี เขาก็จะนัดแนะไปเอากัน คนนั้นมีเก็บไว้ก็จะไปเอากันมา
       
       เมื่อมีการซื้อขายช้างทั้งในที่ลับและที่แจ้งแบบนี้ โดยไม่สนใจว่าจะผิดกฎหมายหรือไม่ มันสะท้อนให้เห็นว่าคนทำผิดไม่ได้เกรงกลัวต่อบทลงโทษ ซึ่งแท้ที่จริงแล้วตามหลักข้อกฎหมายห้ามมีสัตว์ป่าหวงห้ามไว้ในครอบครองโดยไม่ขออนุญาต ถือว่าเป็นความผิดด้วยกันทั้งนั้น แต่บทลงโทษที่มีอยู่กำหนดเป็นแค่ความผิดลหุโทษเท่านั้น ทำให้คนทำผิดกฎหมายได้ใจ บ้างก็อาศัยช่องโหว่ทางกฎหมายมาเป็นข้ออ้างต่างๆ นานา
       
       “ทุกวันนี้กฎหมายไม่ได้ห้ามถ้าช้างเลี้ยงตาย เจ้าของช้างนั้นมีสิทธิ์ที่จะเอามาขายได้ และอย่างนี้เราไม่รู้เลยว่าจะแยกออกได้ยังไงระหว่างช้างเลี้ยงกับช้างป่า คนขายก็อ้างว่าเป็นช้างของเขาที่เพิ่งตายไป หรือเป็นมรดกตกทอดมาตั้งแต่บรรพบุรุษ มันจึงไม่ทราบแน่ชัด และพิสูจน์ไม่ได้ ถึงแม้ว่าจะทำผิดกฎหมายจริงก็มีบทลงโทษไม่รุนแรง ปรับแค่ 2,000-3,000 บาท ส่วนเรื่องจำคุกแทบจะไม่มี มันไม่ร้ายแรงเลยจึงไม่มีใครเกรงกลัว”
       
       ตามหลักการในการครอบครองช้างบ้าน ช้างตัวหนึ่งต้องมีตั๋วพิมพ์รูปพรรณ เปรียบเสมือนบัตรประชาชนช้าง ถ้าช้างตายต้องไปแจ้งว่าตาย เมื่อเจ้าของช้างต้องการขายก็ต้องไปแจ้งกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืชว่าสามารถขายอะไรของช้างได้บ้าง และตามระเบียบแล้วคนที่ครอบครองชิ้นส่วนของช้างต้องไปแจ้งที่กระทรวงทรัพยากรและสิ่งแวดล้อม แต่ตรงนี้ประเทศไทยมีข้อกฎหมายที่ลดทอน ผ่อนโทษให้คนได้ทำผิดอย่างตั้งใจและยินยอมที่จะเสียค่าปรับ
       
       ตอนนี้มูลนิธิเพื่อนช้างมีการรณรงค์ให้มีการเปลี่ยนกฎหมายให้ช้างเลี้ยงเป็นช้างป่า เพื่อควบคุมให้รัดกุม ไม่ให้เกิดการลักลอบนำช้างป่าเข้ามาสวมสิทธิ์เป็นช้างบ้านได้ เรื่องนี้ทางมูลนิธิเพื่อนช้างจึงพยายามผลักดันให้กฎหมายออกมา คงถึงเวลาแล้วที่ประเทศไทยต้องเปลี่ยนบทลงโทษครั้งใหญ่เสียที
       
       ทุกวันนี้ดูเหมือนว่าคนลักลอบร่วมขบวนการล่าช้าง มีมากกว่าคนรณรงค์ช่วยเหลือช้างเสียอีก เพราะด้วยเม็ดเงินจำนวนมหาศาลที่หลอกล่อใจ เรื่องเงินๆ ทองๆ ไม่เข้าใครออกใครเสียด้วย และยิ่งนับวันช้างยิ่งมีมูลค่าสูงขึ้น แต่ในทางกลับกันจำนวนช้างได้ลดลงไปทุกที ถ้าเป็นอย่างนี้ต่อไปคนไทยจะพูดได้เต็มปากอย่างไรว่า “ช้างเป็นสัญลักษณ์ของชาติไทย”
       
       
       
       
       
       
       ข่าวโดยทีมข่าว M-Lite/ASTV สุดสัปดาห์

 6 
 เมื่อ: มกราคม 22, 2012, 09:06:46 PM 
เริ่มโดย nonthee - กระทู้ล่าสุด โดย nonthee
เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 19 มกราคม 2555  หม่อมเจ้าหญิงรังษีนภดล ยุคล โปรดให้  นายกชกานต์ ชัชกุล (ซ้ายมือ)
เป็นผู้แทนพระองค์   ในการเชิญแจกันดอกไม้ประทานไปมอบให้  ผอ.สมชาติ วงศ์วัฒนศาสนต์
(ผอ.สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล) เนื่องในโอกาสเข้า รับตำแหน่งใหม่ ณ สำนักงานสลากฯ
ทั้ง นี้ผอ.สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล  ได้มอบของที่ระลึกทูลถวายหม่อมเจ้าหญิงรังษีนภดล ยุคล  ด้วย

 7 
 เมื่อ: มกราคม 06, 2012, 05:22:00 PM 
เริ่มโดย nonthee - กระทู้ล่าสุด โดย nonthee
ช้างป่าถูกลวดไฟฟ้าช็อตล้มคาไร่สับปะรด
เจ้าของไร่สับปะรดกุยบุรีขึงลวดไฟฟ้าจากเครื่องปั่นไฟขนาด 500 และ 300 โวลท์เกินขนาดป้องกันช้างป่ากัดกิน ส่งผลช็อตช้างเสียชีวิต กำนันแจ้งนายอำเภอลงพื้นที่ตรวจสอบพร้อมแจ้งความเอาผิเจ้าของ ขณะที่ เจ้าหน้าที่อุทยานฯระบุเกิดปัญหาภัยแล้งติดต่อกัน ส่งผลให้ช้างออกจากป่าลงพื้นที่ไร่สับปะรดชาวบ้าน

               เมื่อเวลา15.30 น.วันที่ 16 ธ.ค.54 นายอยุธยา คล้ายสิงห์ นายอำเภอปราณบุรี จ.ประจวบคีรีขันธ์ ได้รับแจ้งจากกำนันตำบลเขาจ้าว อ.ปราณบุรีว่าพบช้างป่านอนเสียชีวิตอยู่กลางไร่สับปะรด บ้านลากล้อ หุบตาเซ็ง ต.เขาจ้าวอ.ปราณบุรี จ.ประจวบคีรีขันธ์ จึงสั่งการให้นายปัญญา ฉิมพาลี ปลัดอำเภอปราณบุรี แจ้งหน่วยงานเกี่ยวข้องปศุสัตว์จังหวัด ปศุสัตว์อำเภอปราณบุรี และนายกมล อุ่นใจ หัวหน้าอุทยานแห่งชาติป่ากุยบุรี พร้อมเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.ปราณบุรีรับทราบและเดินทางไปยังจุดเกิดเหตุทันที่ไปถึงพบชาวบ้านกำลังมุมดูช้างป่าตัวขนาดใหญ่ ตายอยู่กลางไร่สับประรด

   
                   จากการตรวจสอบของนายสาโรช จันทร์ลาด นายสัตว์แพทย์ชำนาญพิเศษ หน.กลุ่มพัฒนาสุขภาพสัตว์สนง.ปศุสัตว์จังหวัดประจวบฯและนายบุญมี สำมณี ปศุสัตว์อำเภอปราณบุรี ตรวจสอบทราบว่าช้างป่าที่นอนล้มเนื่องจากถูกไฟฟ้าช็อตอายุประมาณ 30 ปีสูงประมาณ 2.5 เมตรน้ำหนักประมาณ 3 ตันเป็นช้างป่าเพศผู้ มีงายาว ประมาณ 60 ซม.คาดว่าเสียชีวิตมาแล้วประมาณ 24 ชม.ซึ่งถือเป็นช้างที่มีสุขภาพสมบูรณ์และงามีความสวยงาม
   
                   ทั้งนี้ในส่วนของนายบุญมี สำมณี ปศุสัตว์อำเภอปราณบุรี เขาระบุว่าการติดตั้งรั้วไฟฟ้าเพื่อป้องกันช้างป่าเข้ามากัดกินสับปะรด โดยใช้เครื่องกำเนิดไฟฟ้าขนาด 500 โวลท์ซึ่งมันเกินความจำเป็น ไฟฟ้าขนาดนี้แล้วช้างมันจะไม่ตายได้ยังไง คนยังแทบจะไม่เหลือผมว่ามันเกินไปจริง ๆ ครั้งนี้ไร่ข้างเคียงเปิดกระแสไฟฟ้าพร้อมกันสองเครื่องเข้าไป 800 โวลท์เข้าไปแล้วอย่างนี้มันเจตนาฆ่ากันชัดๆๆ
   
                   จากการตรวจสอบนายปัญญา ฉิมพาลี ปลัดอำเภอปราณบุรี กล่าวว่าจุดที่พบช้างป่านอนตายเป็นไร่สับปะรดของ นางนุช ไม่ทราบนามสกุล และบริเวณโดยรอบของไร่ดังกล่าวพบมีรวดขึงรอบบริเวณไร่ ซึ่งมีการปล่อยกระแสไฟฟ้าจากเครื่องปั่นคูโบต้าขนาด 500 โวลท์และ 300 โวลท์จำนวน 2 เครื่องจากไร่สองแห่งที่ติดกัน โดยสภาพช้างป่าใช้งวงจับที่รวดจึงถูกไฟฟ้าช็อตอย่างรุนแรงจนถึงแก่ความตายในสภาพงวงยังพันติดอยู่กับรวดไฟฟ้า และห่างออกไปประมาณ 50 เมตรพบเครื่องปั่นไฟขนาด500 โวลท์ตั้งอยู่ในอาคารเพิงพักสำหรับเฝ้าไร่  ทั้งนี้สภาพเครื่องดังกล่าวถอยออกจากที่ตั้งไปประมาณ 60 ซม.
   
                   นอกจากจุดดังกล่าวแล้วที่กลางไร่ห่างจากจุดเกิดเหตุไปประมาณ100 เมตรยังพบเครื่องปั่นไปขนาด 300 โวลท์อีก 1 เครื่องต่อรวดมาชนกันกับจุดที่เกิดเหตุเช่นกัน ทั้งนี้พื้นที่ดังกล่าวไม่น่าที่จะมีเอกสารสิทธิ์ในการครอบครองแต่น่าจะเป็นพื้นที่บุกรุกมากกว่า ปัญหาตรงนี้คงจะต้องทำการตรวจสอบการได้มาของพื้นที่
   
                   อย่างไรก็ตามพื้นที่ดังกล่าวที่เป็นจุดเกิดเหตุเป็นพื้นที่ของนายทุนจากอำเภอสามร้อยยอด ที่มาทำไร่สับปะรด ปลูกปาล์ม ซึ่งคาดว่าพื้นที่ทั้งสองเจ้าของรวมแล้วในบริเวณดังกล่าวคาดว่าหลายร้อยไร่และมีการเดินขึงลวดไฟฟ้ารอบพื้นที่อย่างแน่นหนาเพื่อป้องกันช้างป่าเข้าไปกัดกิน
   
                   ด้านนายกมล อุ่นใจ หน.อุทยานแห่งชาติกุยบุรีกล่าวด้วยว่าพื้นที่จุดที่ช้างป่าถูกไฟฟ้าช็อตอยู่ห่างจากแนวเขตอุทยานฯกุยบุรี ประมาณ 3 กม. ซึ่งที่ผ่านมาประมาณ2 อาทิตย์ช้างป่าได้ออกจากเขตอุทยานฯกุยบุรีประมาณ 20 ตัวออกมาหากินในพื้นที่ฝั่งที่เกิดเหตุและทางชาวบ้านได้แจ้งให้ทราบ จึงนำกำลังเจ้าหน้าที่มาช่วยกันขับไล่ให้กลับเข้าไปในป่ามาแล้ว
   
                   ทั้งนี้เนื่องจากที่ผ่านมาเกิดปัญหาภัยแล้งติดต่อกันมา ทำให้ในป่าไม่มีอาหารสำหรับช้าง จึงทำให้ออกมากัดกินพืชไร่โดยเฉพาะสับปะรดของชาวบ้านที่กำลังใกล้ถึงฤดูเก็บเกี่ยว ทั้งนี้เมื่อเกิดเหตุการณ์ในครั้งนี้แล้วคงต้องมาสร้างความเข้าใจให้กับชาวบ้านและเกษตรกรให้รับทราบว่า การป้องกันไร่โดยปล่อยกระแสไฟฟ้าแบบนี้จะส่งผลกระทบต่อสัตว์ป่าโดยเฉพาะช้างจนเสียชีวิตได้
   
                   ได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่อุทยานฯกุยบุรี จัดกำลังออกตระเวนเฝ้าระวังไม่ให้ช้างป่าออกมากัดกินพืชไร่ของชาวบ้าน พร้อมให้ชาวบ้านและชาวไร่คอยแจ้งหากพบช้างป่าลงมาในพื้นที่ เพื่อจะได้เข้ามาช่วยกันขับไล่ช้างป่า เพื่อไม่ให้เกิดความเสียหาย สำหรับพื้นที่ดังกล่าวที่พบช้างถูกไฟฟ้าช็อตเสียชีวิตเป็นพื้นที่เขตปลอดภัยทางทหาร สำหรับขั้นตอนต่อไปทางอุทยานกุยบุรี ก็คงต้องทำการถอดงาทั้ง 2 ข้างออกมาเก็บไว้ตากฏระเบียบก่อนที่จะจัดพิธีทางสงฆ์และทำการฝังช้างตัวดังกล่าวต่อไป
   
                   หลังจากนั้นทางเจ้าหน้าที่อุทยานฯกุยบุรีได้เดินทางเข้าแจ้งความต่อ พ.ต.ท.เบญจรงค์สุวรรณภาส พนักงานสอบสวน สภ.ปราณบุรี  เพื่อติดตามนางสุข และนายฐิติวัชร์ เวโรจน์วัฒนา เจ้าของไร่มาทำการสอบสวนและดำเนินการตามกฎหมายต่อไป

 8 
 เมื่อ: มกราคม 06, 2012, 05:19:48 PM 
เริ่มโดย nonthee - กระทู้ล่าสุด โดย nonthee
สลด! พบซากช้างป่าแก่งกระจานถูกฆ่าโหดเอางา ตัดหาง ตัดอวัยวะเพศ


 วันที่ 3 ธ.ค. ผู้สื่อข่าว "ข่าวสด" ได้รับแจ้งจากชาวบ้านในพื้นที่ บ้านป่าเด็ง ต.ป่าเด็ง อ.แก่งกระจาน จ.เพชรบุรี ว่าพบช้างป่าล้ม หรือถูกฆ่าตายอย่างโหดเหี้ยม บริเวณลำห้วยแห้งภายในพื้นที่ป่าสงวนหมู่ 6 ต.ป่าเด็ง จึงไปตรวจสอบพร้อมนายสัตว์แพทย์สุระพงษ์ ธีวีระปัญญา สนง.ปศุสัตว์จ.เพชรบุรีและคณะ


 ภายในที่เกิดเหตุเป็นป่าโปร่งอยู่ห่างจาก ถ.สาย ต.ป่าเด็ง–ต.พุไทร อ.แก่งกระจาน จ.เพชรบุรี เข้าไปตามทางด่านสัตว์ริมถนน ประมาณ 500 เมตร พบซากช้างพลายเพศผู้ อายุประมาณ 3-5 ปี น้ำหนักประมาณ 4 ตัน คาดว่าล้ม หรือตายมาแล้วไม่ต่ำกว่า 10 วันนอนขึ้นอืด มีหนอนและแมลงวันไต่ยั้วเยี้ยอยู่กลางลำห้วยแห้ง บริเวณใบหน้าตั้งแต่หน้าผากถึงริมฝีปากล่างถูกของมีคมเลาะฟันโคนฟันล่างถูกถอดงาออก ปลายหางถูกตัดและที่บริเวณอวัยวะเพศถูกตัดหายไป ห่างออกมาจากซากศพประมาณ 10 เมตร พบงวงช้างที่ถูกตัดฟันตกอยู่ ซึ่งเป็นบริเวณส่วนปลายงวงถูกตัดหายไป รวมถึงเศษเนื้อกระจัดกระจายไปทั่ว


 ห่างจากซากช้างประมาณ 15 เมตร พบบริเวณกิ่งไม้สูงจากพื้นกว่า 10 เมตร มีผ้าผูกทำเป็นที่นั่งร้านซุ่มยิงสัตว์ผูกมัดอยู่คาดเป็นจุดที่ใช้ซุ่มยิงช้าง สอบถามชาวบ้านในพื้นที่ทราบว่าเมื่อประมาณ 1 สัปดาห์ที่ผ่านมามีรถจี๊ปไม่ทราบหมายเลขทะเบียน และรถตู้ต้องสงสัยวิ่งเข้าออกในพื้นที่ หลายครั้งในระยะเวลาที่ติดต่อกันคาดว่าพรานใจบาปที่รับจ้างทำเป็นอาชีพ และได้รับคำสั่งหรือใบออเดอร์มาจากร้านจำหน่ายอาหารป่า และของป่า เนื่องจากงาที่สูญหายไปมีราคาแพง นอกจากนี้ชิ้นส่วนอวัยวะเพศของช้างยังมีราคาสูงและเป็นที่ต้องการของตลาด ที่ผู้ที่มีความเชื่อนำไปรับประทานเป็นยาโด็ป


 นายชัยวัฒน์ ลิ้มลิขิตอักษร หัวหน้าอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน เผยว่า จากการตรวจสอบคาดว่าช้างตัวดังกล่าวถูกยิงแน่นอน คนร้ายน่าจะมาขึ้นนั่งร้านรอดักยิงช้างบริเวณดังกล่าวเพราะแถวนั้นช้างออกมาหากินมาก เบื้องต้นจะไปแจ้งความกับเจ้าหน้าที่ตำรวจสภ.แก่งกระจาน เพื่อหาคนผิดมาดำเนินคดีต่อไป ส่วนซากช้างทางอุทยานฯจกลบฝังต่อไป


 ผู้สื่อข่าว "ข่าวสด" รายงานเพิ่มเติมว่า ชาวบ้านในพื้นที่ (สงวนนาม) เผยว่า นอกจากช้างเชือกที่ถูกฆ่าตายกลางป่าแล้ว ก่อนหน้านี้ไม่นานยังมีช้างถูกฆ่าตายในพื้นที่ใกล้เคียงกัน บริเวณริมอ่างเก็บน้ำกระหร่างสาม อีก 1 เชือก แต่คนที่ฆ่าหลังจากได้ตัดเอาสิ่งที่ต้องการในตัวช้างไปแล้ และเผาจนเหลือแต่กระดูก ชาวบ้านจึงช่วยกันนำกระดูกที่พบฝังกลบเรียบร้อยแล้ว


 ชาวบ้านอีกราย (สงวนนาม) อ้างว่า ช้างที่ตายไม่ได้มีแค่เชือกเดียวแต่ยังมีอีกถึง 3 เชือกโดย ซากช้างที่เหลืออยู่ลึกเข้าไปในป่า ห่างจากจุดที่พบช้างตายที่พบประมาณ 1 กม. ก็พบอีก 1ตัวนอนตายขึ้นอืดเช่นกัน มีรอยถูกตัดชิ้นส่วนตรงบริเวณเดียวกัน คาดว่าน่าจะเป็นฝีมือของ "แก๊งล่าช้าง" หรือเป็นความแค้นของชาวบ้านบางกลุ่มที่เข้าไปหาเห็ดโคน แล้วถูกช้างป่าทำร้ายจนตาย


 ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า จากการสอบถามแกนนำชุมชนหลายท่าน ได้ข้อมูลว่า ช้างป่าที่ถูกฆ่าตายเป็นช้างอาศัยหากินอยู่บริเวณหน่วยหุบเต่า ใกล้ถนนป่าละอู-หนองพลับ อ.หัวหิน จ.ประจวบฯ โดยช้างโขลงนี้จะออกหากินในหลายพื้นที่ที่มีเขตติดต่อกัน อยากให้หน่วยงานทาง จังหวัดเพชรบุรี อุทยานฯแก่งกระจาน และกรมอุทยานสัตว์ป่าและพันธุ์พืช ออกมาชี้แจงว่า ทำไมถึงมีการฆ่าช้างในพื้นที่ทั้งที่ช้างเป็นสัตว์ใหญ่ และถือว่าเป็นการกระทำอย่างโหดเหี้ยม ยิ่งที่ผ่านมามีสมาคมอนุรักษ์สัตว์ป่า(wcs)เข้ามา แก้ไขปัญหาความขัดแย้งระหว่างคนกับช้างป่า หลายปีที่ผ่านมาแต่ปัญหายิ่งหนักขึ้น โดยเฉพาะ ปัญหาการฆ่าเผานั่งยางช้างป่าเคยเกิดขึ้นในพื้นที่อุทยานฯแห่งชาติกุยบุรี จ.ประจวบฯ เมื่อ 10 ปีที่ผ่าน มาแต่วันนี้ความขัดแย้งกับมารุนแรงในพื้นที่อุทยานฯ แก่งกระจาน

 9 
 เมื่อ: มกราคม 06, 2012, 05:17:49 PM 
เริ่มโดย nonthee - กระทู้ล่าสุด โดย nonthee
     เจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติแก่งกระจานกระจายกำลังเฝ้าระวังช้างป่ามากขึ้น หลังพบซากช้างป่าถูกฆ่าตัดงาและอวัยวะเพศ ส่วนอีกตัวถูกเผาเหลือแต่กระดูก บริเวณลำห้วยแห้งในพื้นที่ป่าเต็ง อ.แก่งกระจาน จ.เพชรบุรีช่วงปีใหม่
        นายชัยวัฒน์ ลิ้มลิขิตอักษร หัวหน้าอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน เปิดเผยว่า สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ทรงมีพระกระแสรับสั่งผ่านนายนพดล วัชโรทัย ที่ปรึกษาโครงการพัฒนาตามพระราชดำริ ทรงเป็นห่วงช้างป่าและให้ดูแลเรื่องนี้
        ส่วนความคืบหน้าในการติดตามกลุ่มล่าช้างป่า หัวหน้าอุทยานแห่งชาติแก่งกระจานอ้างว่า เป็นกลุ่มกะเหรี่ยงที่บุกรุกพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ และยึดพื้นที่ทำกินตามตะเข็บชายแดน ซึ่งเป็นการล่าเพื่อนำไปขาย และเชื่อว่า เป็นกลุ่มเดียวกับที่เคยล่าช้างป่าละอู ซึ่งขณะนี้เจ้าหน้าที่อุทยานออกลาดตระเวนร่วมกับชาวบ้านและทหารชุดเฉพาะกิจทัพพระยาเสือ เพื่อเฝ้าระวังช้างป่าทั้งกลางวันและกลางคืน


 10 
 เมื่อ: มกราคม 06, 2012, 05:17:10 PM 
เริ่มโดย nonthee - กระทู้ล่าสุด โดย nonthee
กาญจนบุรี - เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าสลักพระ กาญจนบุรี เพิ่มชุดลาดตระเวนคุมเข้มพื้นที่ เตือนขบวนการล่าช้างป่าเข้าพื้นที่เจอจับกุมแน่
       
       เมื่อเวลา 12.00 น.วันนี้ (6 ม.ค.55) นายครรชิต ศรีนพวรรณ หัวหน้าเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าสลักพระ ต.วังด้ง อ.เมือง จ.กาญจนบุรี เปิดเผยเกี่ยวกับการดูแลช้างป่าในเขตฯสลักพระว่า เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าสลักพระ มีเนื้อที่ 858.55 ตารางกิโลเมตร หรือ 536,594 ไร่ ครอบคลุมพื้นที่ 4 อำเภอของ จ.กาญจนบุรี ได้แก่ อำเภอเมือง อำเภอศรีสวัสดิ์ อำเภอบ่อพลอย และอำเภอหนองปรือ
       
       จากข้อมูลของโครงการศึกษาประชากรช้าง โดยวิธีการวิเคราะห์สารพันธุกรรมช้างป่า โดยมีช้างป่าปี 2546 มีการศึกษาสำรวจ พบว่ามีช้างป่า ประมาณ 176 ตัว โดยจำแนกตามพื้นที่อาศัยอยู่บริเวณทุ่งนามอญ 18 ตัว ป่าหม่องกระแทะ เกาะบุก อำเภอศรีสวัสดิ์ ประมาณ 35 ตัว ป่าทุ่งสลักพระ อำเภอเมืองกาญจนบุรี ประมาณ 68 ตัว ป่าท่าทุ่งนา ท่ามะนาว หนองหอย อำเภอเมืองกาญจนบุรี ประมาณ 38 ตัว และป่าสลอบ ประมาณ 17 ตัว โดยมีการติดตามรวบรวมข้อมูลพฤติกรรมในการดำรงชีวิตของช้างอย่างต่อเนื่อง ซึ่งถือว่า มีความใกล้ชิดมากพอสมควร
       
       นายครรชิต ศรีนพวรรณ หัวหน้าเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าสลักพระ กล่าวต่อว่า จากการที่อธิบดีกรมอุทยานฯได้สั่งการให้เข้มงวดในการดูแลช้างป่า ทางเขตฯสลักพระ จึงจัดชุดลาดตระเวนป้องกันการลักลอบล่าช้างป่าจำนวน 15 ชุด โดยให้กระจายตามถิ่นที่อยู่อาศัยของช้างป่าแต่ละโขลง และให้เพิ่มความถี่ในการเดินลาดตระเวนมากขึ้น
       
       ดังนั้น จึงเชื่อว่าสามารถรับมือกับการลักลอบเข้าพื้นที่ล่าสัตว์ได้แน่ และอยากเตือนไปยังขบวนการล่าสัตว์ป่าว่าหากทางตรวจพบจะดำเนินการจับกุมและดำเนินคดีตามกฎหมายอย่างเด็ดขาด


หน้า: [1] 2 3